เมื่อการรักษาสิว…ไม่ใช่เรื่องสิวๆ อย่างที่คิด – 100 Best solution for Acne & Dark spot

รักษาสิวไม่ใช่เรื่องสิว

เมื่อการรักษาสิว…ไม่ใช่เรื่องสิวๆ อย่างที่คิด

รักษาสิวอย่างถูกวิธี การันตีสิวหาย 100% ที่ THE KLINIQUE

 

ปัญหาผิวที่พบได้มากในกลุ่มวัยรุ่นไปจนถึงวัยทำงาน แถมยังเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างรอยอารยะธรรมไว้บนใบหน้าไว้นานแสนนานคงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากปัญหา “สิว”

ใครที่คิดว่าสิวเป็นเรื่องง่ายๆ ขอบอกเลยว่าคิดถูกค่ะ เพราะสิวทั้งขึ้นง่าย เป็นง่าย ลุกลามง่าย แต่ปัญหาก็คือ สิวนั้นรักษาหายแสนจะยากค่ะ สำหรับบางคนสิวอาจสามารถหายไปเองได้ตามธรรมชาติ หรือแค่ทาครีมรักษาสิวก็สามารถช่วยให้สิวอักเสบน้อยลงและยุบตัวลงได้ แต่สำหรับบางคนสิวเกิดลุกลามทั่วใบหน้า เกิดเป็นสิวเรื้อรังและพบว่ามีสิวอุดตัน สิวอักเสบอยู่เสมอ ยิ่งไปกว่านั้นสิวที่เกิดขึ้นเหล่านั้นยังกลายเป็นสิวดื้อยาซึ่งไม่สามารถหายได้แม้ใช้ยารักษาสิวก็ตาม และถึงแม้ว่าจะรักษาสิวเหล่านั้นให้หายไปได้ก็อาจทิ้งรอยแผลเป็น รอยดำรอยแดง รอยหลุมสิวฝากไว้บนผิวอีกต่างหาก

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสิว …สิว คืออะไร?

สิว … เป็นอาการทางผิวหนังชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย และเป็นเรื่องปกติที่เราจะเป็นสิว เพราะสิวเกิดจากไขมันที่อุดตันในรูขุมขนสะสมจนเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียและอักเสบขึ้นมา

สิว … มักเกิดขึ้นบนผิวบริเวณที่มีต่อมไขมันหนาแน่น เช่น ใบหน้า ลำคอ หลังและหน้าอก

สิว … มักเกิดในคนที่ผิวมันมากกว่าผิวแห้ง เนื่องจากสิวมีต้นเหตุหลักมาจากไขมันที่อุดตันในรูขุมขน

สิว … ที่เกิดขึ้นนอกจากจะทำให้เกิดความเจ็บปวดเมื่อเกิดการอักเสบขึ้นมาแล้ว ยังอาจทำให้หมดความมั่นใจ

และ สิว … ควรได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี

สาเหตุใดบ้างที่ทำให้เราเป็นสิว

จริงๆ แล้วมีสาเหตุหลักมาจาก “ไขมัน” ในผิวของเรานี่เองค่ะ เพราะอย่างที่พูดถึงไปแล้วว่าสิวเกิดจากการที่ไขมันอุดตันในรูขุมขน เมื่อเจอเข้ากับแบคทีเรียจนทำให้เกิดการอักเสบขึ้นมา ส่วนสาเหตุการเกิดสิวอย่าง อาหาร ความเครียด การพักผ่อนน้อย หรือการแพ้ เป็นเพียงแค่ตัวกระตุ้นที่ทำให้สิวอักเสบง่ายขึ้นเท่านั้นไม่ใช่สาเหตุหลักของการเกิดสิว

สิวจากต่อมไขมันอุดตัน

เป็นธรรมชาติของร่างกายที่ต่อมไขมันจะผลิตไขมันที่เรียกว่า Sebum ขึ้นมาเพื่อเคลือบบริเวณผิวหนังของเราไม่ให้แห้งตึง แต่สำหรับบางคนที่ผิวสร้างน้ำมันออกมามากเกินความจำเป็นส่งผลให้ผิวมันเยิ้ม หรือบางทีอาจเจอเข้ากับเซลล์ผิวที่ตายแล้ว, ร่องรอยเครื่องสำอางที่ทำความสะอาดออกไปไม่หมดปิดผิวด้านบนเอาไว้จนอุดตันอยู่ภายในรูขุมขนทำให้เกิดเป็นสิวอุดตัน และอาจพัฒนาตัวเองกลายเป็นสิวอักเสบขึ้นมาเป็นสิวในที่สุด

สิวจากฮอร์โมน

ฮอร์โมนที่ทำให้เกิดสิวคือฮอร์โมน Testosterone และ Androgen หรือก็คือฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งหากมีฮอร์โมนเพศชายจำนวนมากก็จะกระตุ้นให้ต่อมไขมัน ผลิตน้ำมันออกมาบนผิวเป็นจำนวนมากตามไปด้วย จึงทำให้มีโอกาสที่จะอุดตันอยู่ภายในรูขุมขนและเกิดเป็นสิวอุดตัน ไปจนถึงสิวอักเสบได้

 

สิวจากเชื้อแบคทีเรีย

บางทีไขมันที่อุดตันอยู่ภายในรูขุมขนอาจไม่ได้อักเสบจนกลายเป็นเม็ดสิวบวมเป่ง หากไม่ได้เจอเข้ากับตัวการเกิดสิวอย่างเชื้อแบคทีเรีย P.Acne ซึ่งอาศัยอยู่ในรูขุมขนและต่อมไขมัน เมื่อแบคทีเรียชนิดนี้เพิ่มจำนวนมากขึ้นและทำปฏิกริยากับสิวอุดตัน(Comedone) จึงทำให้ติดเชื้อเป็นสิวอักเสบขึ้นมา

สิวสามารถแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภท

  1. สิวอุดตัน สิวชนิดนี้เกิดจากการอุดตันของต่อมไขมันและรูขุมขน โดยที่สิวประเภทนี้จะไม่อักเสบเป็นตุ่มนูนแดงหรือมีหนอง มีทั้งสิวอุดตันแบบหัวปิดหรือสิวหัวขาว และสิวอุดตันแบบหัวปิดหรือสิวหัวดำ ซึ่งจะสามารถสังเกตเห็นว่าเป็นตุ่มกลมๆ เล็กๆ อุดตันอยู่บริเวณปากรูขุมขน ทำให้ผิวไม่เรียบเนียน และนอกจากนั้นหากปล่อยไว้นานๆ ยังมีโอกาสที่จะพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นสิวอักเสบได้อีกด้วย
  2. สิวอักเสบ เกิดจากการที่ไขมันที่อุดตันอยู่ในต่อมไขมันหรือรูขุมขนอักเสบขึ้นมา สิวประเภทนี้จะมีอาการเจ็บ ปวด มักมีเลือดและหนองอยู่ภายในหัวสิว สามารถแบ่งแยกย่อยได้อีกหลายชนิด ได้แก่
    • สิวหัวแดง สิวที่มีสาเหตุหลักมาจากสิวอุดตันที่ปล่อยเอาไว้นานจนเกิดอักเสบเป็นตุ่มแดงขึ้นมา ถือเป็นสิวอักเสบชนิดไม่รุนแรง สามารถรักษาสิวได้ด้วยตัวเอง เช่น การทายาแต้มสิว รักษาความสะอาดบริเวณที่เป็นสิว
    • สิวตุ่มหนอง สิวอักเสบชนิดนี้จะสามารถสังเกตเห็นเป็นตุ่มสีแดงและมีปลายเป็นจุดหนองสีขาว ความรุนแรงระดับปานกลาง ความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดรอยแผลเป็นหรือหลุมสิวได้น้อยส่วนใหญ่นิยมรักษาสิวประเภทนี้ด้วยการกดสิว
    • สิวตุ่มนูนแดง สิวอักเสบที่มีขนาดใหญ่และรุนแรงขึ้นมาอีกหนึ่งระดับ มีลักษณะเป็นตุ่มนูนไม่มีหัวขนาดใหญ่กว่าสิวตุ่มหนอง และหากไม่รีบรักษาหรือรักษาสิวไม่ถูกวิธีอาจทำให้เกิดแผลเป็นหรือหลุมสิวได้
    • สิวซีสต์ หรือสิวหัวช้าง สิวอักเสบชนิดรุนแรงมากที่สุด มีลักษณะคล้ายสิวตุ่มนูนแดงแต่ขนาดใหญ่กว่า เมื่อหายแล้วจะทิ้งรอยแผลเป็นและหลุมสิวที่รักษาได้ยากไว้บนผิวคุณอย่างแน่นอน การรักษาสิวประเภทนี้จึงควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง

 

วิธีรักษาสิวและดูแลรอยแผลเป็นจากสิวที่ THE KLINIQUE

THE KLINIQUE คลินิกความงามชั้นนำดูแลรักษาผิวพรรณที่ดำเนินการโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังที่มีประสบการณ์ ทั้งในและต่างประเทศ ผสานศิลปะความงาม และนวัตกรรมที่ทันสมัย พร้อมด้วยหลากหลายโปรแกรมในการดูแลผิวพรรณและรูปร่างอย่างครบวงจร โดยที่ THE KLINIQUE ให้ความสำคัญกับโปรแกรมการดูแลและรักษาสิวที่ต้นเหตุ ด้วยเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อผิว  สามารถช่วยคุณดูแลผิว รักษาสิวอุดตัน  รักษาสิวอักเสบ รักษาสิวดื้อยา รักษาสิวเรื้อรัง รักษาสิวที่หลัง รวมไปถึงดูแลผิวที่มีปัญหาจากรอยแผลเป็นจากการเป็นสิวให้กลับมาเรียบเนียนกระจ่างใสได้อีกด้วย

โปรแกรม Omnilight

เทคโนโลยีแสงเข้มข้น Light Emitting Diodes หรือ ซอฟต์ เลเซอร์รักษาสิว โดยตัวเครื่องจะปล่อยพลังงานแสงอย่างเฉพาะเจาะจงไปยังเซลล์ในชั้นผิวลึกถึงผิวชั้นใน มีประสิทธิภาพในการรักษาสิวและฆ่าเชื้อสิวด้วยแสงสีน้ำเงินแสงสีแดง

ฆ่าเชื้อสิว    แสงสีแดง

 

  • แสงสีน้ำเงิน (Omnilux Blue)

ฆ่าเชื้อสิวที่เป็นแบคทีเรีย  หรือเชื้อ P. acnes ต้นเหตุการเกิดสิวอักเสบ สามารถกำจัดเชื้อสิวได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ก่อให้เกิดภาวะดื้อยาตามมา

  • แสงสีแดง (Omnilux Revive2)

ช่วยกระตุ้นการเสริมสร้างและซ่อมแซมผิว เปรียบเสมือนทรีตเมนต์ช่วยลดการอักเสบ รักษารอยสิวและช่วยให้การรักษาสิวเห็นผลดียิ่งขึ้น ลดรอยแดงสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เห็นผลได้จริงแม้หลังทำครั้งแรก

โปรแกรม V Beam

ดูแลผิวหลังเป็นสิวด้วยเลเซอร์ดูแลผิวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก มีประสิทธิภาพที่ดีในการลดรอยแดงบนผิว ช่วยให้รอยแผลเป็นและรอยแดงจากสิวจางลง อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในการช่วยให้สิวอักเสบยุบตัวลงได้เร็วและช่วยให้ผิวสว่างกระจ่างใสขึ้นได้อีกด้วย

 

โปรแกรม eMatrix

เลเซอร์ดูแลผิวที่มีปัญหาหลุมสิว รอยแผลเป็นจากสิวให้ผิวกลับมาเรียบเนียน ด้วยนวัตกรรมเลเซอร์หัวทิปทองคำ พิเศษด้วยความสามารถในการปล่อยคลื่นพลังงานเป็นรูปปิรามิด ทำให้กระจายพลังงานลงสู่ผิวเป็นวงกว้างแต่ผิวชั้นบนโดนทำลายน้อยกว่า เห็นผลมากกว่า สามารถลดการเกิดสะเก็ดและรอยดำ ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เร่งกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาซ่อมแซมผิว ช่วยให้ผิวเรียบเนียนกระจ่างใส รูขุมขนกระชับเล็กลง

 

โปรแกรม Copper Bromide

นวัตกรรมเลเซอร์ประสิทธิภาพสูงที่มีส่วนช่วยในการรักษาและฆ่าเชื้อสิว ลดริ้วรอย ลดรอยแผลเป็น รอยแดงและรอยเส้นเลือด ช่วยให้ผิวกระจ่างใส รวมถึงสามารถแก้ไขปัญหาฝ้าได้อีกด้วย พิเศษด้วยการรวมตัวของเลเซอร์ 2 สี 2 ความยาวคลื่นที่มีประสิทธิภาพลงลึกใน 2 ระดับผิว

แสงสีเขียว ช่วยกำจัดเม็ดสีเมลานิน จัดการรอยแผลเป็น จุดด่างดำ รอยสิว รอยฝ้าให้จางลงได้

แสงสีเหลือง ลงลึกกว่าเพื่อจัดการรอยแดง รอยเส้นเลือดและแหล่งอาหารที่นำมาเลี้ยงเซลล์ผลิตเมลานินลดปัญหาการเกิดฝ้าและจุดด่างดำ

โปรแกรม Laser Toning

เลเซอร์เพื่อผิวกระจ่างใสที่มีความสามารถในการจับเข้ากับจุดด่างดำ รอยแผลเป็นจากสิวที่เป็นรอยดำทุกชนิด ทำให้เม็ดสีที่เข้มคล้ำแตกตัวเป็นอนุภาคเล็กๆ และถูกกำจัดออกจากร่างกายตามกระบวนการธรรมชาติ จุดด่างดำค่อยๆ ลดเลือนลงได้อย่างรวดเร็ว รูขุมขนกระชับพร้อมผิวที่เรียบเนียนกระจ่างใสขึ้น

 

โปรแกรม Thera Clear

นวัตกรรมแรงดูดสูญญากาศ จัดการสิวอุดตัน สิ่งสกปรกและความมันส่วนเกินที่ตกค้างในรูขุมขนต้นเหตุหลักของสิว รวมถึงส่งพลังงานความร้อนกำจัดแบคทีเรียที่ทำให้เกิดเชื้อสิว จบทุกปัญหาสิวที่ต้นตอ ลดโอกาสสิวกลับมาเกิดซ้ำ

 



Q&A คำถามยอดฮิตและ

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการรักษาสิว

Q: ทำไมหน้ากากอนามัยทำให้เป็นสิวได้

A: เทรนด์ใหม่ของยุคนี้คือการสวมหน้ากากหนามัยตลอดเวลาที่ออกไปใช้ชีวิตประจำวันอยู่ตามที่สาธารณะ ซึ่งปัญหาที่ตามมาคือการเกิดสิวบริเวณคางและข้างแก้มส่วนที่สัมผัสกับหน้ากากอนามัย อีกทั้งความจำเป็นที่ต้องใส่หน้ากากอนามัยซ้ำๆ ทุกวัน สิวที่อักเสบยังไม่ได้รับการรักษาให้หายก็โดนกระตุ้นให้ยิ่งเป็นหนักขึ้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็นสิวเรื้อรังเลยทีเดียว แถมพอสิวหายก็ยังทิ้งรอยแผลเอาเป็นไว้เป็นที่ระลึกอีกต่างหาก

การเกิดสิวเพราะสวมหน้ากากอนามัยเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นความมันบนใบหน้าอุดตันจนให้เกิดสิว เหงื่อสะสมและความอับชื้นบริเวณที่สวมหน้ากากอนามัยทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรีย การเสียดสีทำให้การระคายเคืองจนเกิดสิวอักเสบขึ้นมา แต่เนื่องจากในช่วงนี้เราไม่สามารถเว้นระยะห่างจากหน้ากากอนามัยได้ จึงควรดูแลความสะอาดผิวและรักษาสิวอย่างถูกวิธีนะคะ

 

Q: ยาคุมกำเนิด รักษาสิวได้จริงหรือ?

A: วิธีรักษาสิวยอดฮิตที่แชร์กันในโลกออนไลน์อย่างแพร่หลาย มีผลต่อการรักษาสิวได้จริง เนื่องจากยาคุมกำเนิดมีผลต่อฮอร์โมนในร่างกายด้วยตัวยาที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนเพศหญิงอย่างเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสติน ที่จะมีผลลดฮอร์โมนแอนโดรเจนหรือฮอร์โมนเพศชายนร่างกายทำให้การผลิตไขมันซีบัม(Sebum) จากต่อมไขมันใต้ผิวหนังลดลงจึงสามารถช่วยลดการเกิดสิวได้

แต่อย่างไรก็ตามการใช้ยาคุมกำเนิดย่อมส่งผลต่อสุขภาพอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นจึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือผ่านการปรึกษาเภสัชกรและศึกษาข้อมูลของตัวยารวมถึงสุขภาพของตนเองโดยละเอียดเสียก่อน  เพราะนอกจากใช้เพื่อรักษาสิวมีแล้ว ยาคุมกำเนิดยังผลข้างเคียงและข้อควรระวังอีกมากมายเลยนะคะ

 

Q: บีบสิว VS ไม่บีบสิว วิธีไหนคือการรักษาสิวที่ถูกต้อง

A: บางคนก็บอกว่าไม่ควรบีบหรือกดสิวจะทำให้เกิดแผลเป็น แต่บางคนก็บอกว่าสิวที่อักเสบ มีหนองและหัวสิวจะกินเนื้อผิวเราจนกลายเป็นหลุมสิวลึกได้ จึงกลายเป็นปัญหาหนักใจ นำมาสู่ข้อสงสัยว่าหากเป็นสิวควรบีบ หรือ ไม่บีบ จะดีกว่ากัน?

สิวมีหลายประเภททั้งแบบที่ควรบีบออกและไม่ควรบีบออก เพราะฉะนั้นทั้งทีม #บีบสิว และ ทีม #ไม่บีบสิว ไม่ต้องเถียงกันอีกต่อไปแล้วนะคะ เพราะว่าถูกทั้งคู่ค่ะ

สิวที่ควรบีบหรือกดออก คือสิวประเภทที่สารถสังเกตเห็นหัวสิวได้ ทั้งสิวอุดตันประเภทหัวขาวและหัวดำ สิวอักเสบที่เห็นหัวหนอง เป็นต้น เพราะถ้าหากปล่อยไว้ไม่บีบออกอาจทำให้เกิดเป็นริ้วรอยหลุมสิวหรือผิวที่ไม่เรียบเนียนได้ แต่ข้อควรระวังก็คือไม่ควรบีบสิวด้วยตัวเองหากไม่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอนะคะ เพราะยิ่งอาจทำให้สิวอักเสบมากกว่าเดิม กลายเป็นแผล และเกิดรอยแผลเป็นได้

สิวที่ไม่ควรบีบ คือสิวประเภทที่ไม่เห็นหัวสิว เช่น สิวอักเสบหัวแดง สิวหัวช้าง ที่การบีบสิวอาจก่อให้เกิดการอักเสบที่มากขึ้น กลายเป็นรอยแผลเป็น หรือรอยดำจากสิวได้ แต่ก็ไม่ควรปล่อยทิ้งเอาไว้เพราะนอกจากจะเจ็บแล้วยังสามาถเกิดรอยหลุมสิวได้เช่นเดียวกัน วิธีการรักษาที่เหมาะสมก็คือการฉีดสิว การเลเซอร์รักษาสิว การใช้แสงบำบัดรักษาสิว เป็นต้น

 

Q: รักษาสิวให้หายขาดได้ไหม อายุมากแล้วจะไม่เป็นสิวจริงหรือ?

A: ถึงจะเป็นความจริงที่เจ็บช้ำ แต่ก็ต้องทำใจยอมรับว่าสิวเป็นอีกหนึ่งปัญหาผิวที่รักษาให้หายขาดไม่ได้ ตราบใดที่ผิวผลิตน้ำมันออกมาในปริมาณมากอยู่ เพราะปัจจัยการเกิดสิวจริงๆ แล้วไม่ใช้ปัจจัยภายนอกเลยแต่เป็นไขมันที่ผลิตออกมาจากตัวเราเองล้วนๆ ส่วนปัจจัยภายนอกอย่างการรักษาความสะอาดหรือการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อป้องกันสิวนั้นเป็นเพียงแค่การดูแลไม่ให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นสิวมากขึ้นเท่านั้น

เมื่ออายุมากขึ้นเราจะเริ่มสังเกตเห็นว่าผิวมันน้อยลงกว่าตอนวัยรุ่น ทำให้สิวขึ้นน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลให้ต่อมไขมันใต้ผิวผลิตไขมันออกมาได้น้อยลง โอกาสที่ไขมันเหล่านี้จะมาอุดตันอยู่ภายในรูขุมขนจนเกิดเป็นสิวก็น้อยลงตามไปด้วย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่ออายุมากขึ้นจะไม่มีโอกาสเป็นสิวหรอกนะคะ ตราบใดที่ต่อมไขมันใต้ผิวของเรายังทำหน้าที่ผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวอยู่ โอกาสที่จะเป็นสิวได้ก็ยังมีอยู่เสมอ เพียงแต่น้อยลงกว่าตอนวัยรุ่นก็เท่านั้นเองล่ะค่ะ

แต่ถึงแม้ในความเป็นจริงสิวจะรักษาให้หายขาดไม่ได้ การรักษาสิวที่ถูกวิธีก็สามารถลดโอกาสการเกิดสิวและผลข้างเคียงจากสิวอย่างรอยแผลเป็น รอยหลุมสิวได้มากเลยนะคะ

 

Q: สิวหายได้ด้วยสูตรรักษาสิวด้วยตัวเอง จริงหรือ?

A: วิธีรักษาสิวด้วยตัวเองที่แชร์กันตามเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียร์มากมาย ทั้งการใช้สมุนไพร ผัก ผลไม้ สูตรการมาส์กหน้ารักษาสิวด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติต่างๆ อาจไม่ช่วยให้สิวหายอย่างที่คิด อีกทั้งยังอาจก่อให้เกิดปัญหาผิวที่ใหญ่กว่าสิวตามมา

ซึ่งการรักษาสิวด้วยตัวเองที่ใช้พืช สมุนไพร ผัก ผลไม้ต่างๆ มาบด ผสม พอกรักษาสิวอาจไม่ได้ช่วยให้สิวหายเร็วอย่างที่คิดไว้ ในทางกลับกันอาจทำให้สิวที่อักเสบอยู่แล้วลุกลาม เห่อหนักมากขึ้นไปอีก หรืออาจเกิดอาการแพ้ขึ้นได้ จริงอยู่ที่ในสูตรรักษาสิวด้วยตัวเองมีสารที่มีคุณสมบัติในการบำรุงผิว ลดการอักเสบของสิว หรือสารถช่วยรักษาสิวได้ แต่จากสารอื่นๆ ที่มีอยู่ในวัตถุดิบเหล่านั้นเช่น ยาง หรือสารเคมีที่ตกค้างอยู่ อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ในทางกลับกัน ซึ่งอาจทำให้ผิวอักเสบมากขึ้นด้วยซ้ำ

ดังนั้นการนำคุณประโยชน์เหล่านั้นมาใช้อาจต้องพึ่งการสกัดจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ประสิทธิภาพในการรักษาสิวปลอดภัยและเป็นไปตามที่ต้องการ เพราะฉะนั้นการรักษาสิวด้วยตัวเองอย่างผิดวิธีแทนที่การรักษาสิวด้วยตัวเองจะทำให้ผิวดูดีขึ้นกลับทำให้ส่งผลเสียต่อผิวมากกว่าที่คิด เพราะฉะนั้นควรให้การรักษาสิวอยู่ในการดูแลของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุดนะคะ

 

Q: อาหารที่กินทำให้เป็นสิวได้จริงหรือ?

A: หลายคนมีความเชื่อว่าอาหารการกินบางชนิดเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดสิวได้เช่นกัน ซึ่งก็ถือว่าความเชื่อนี้มีความเป็นไปได้สูง ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีงานวิจัย หรือผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่สามารถยืนยันถึงความเชื่อนี้ได้ 100% ก็ตาม

แต่ก็มีบางคนที่สังเกตตัวเองว่าหลังจากรับประทานผลิตภัณฑ์แดรี่จำพวก นม เนย ชีส ครีม อาหารทอด ของมัน หรือของหวานแล้วมักจะเป็นสิวทุกครั้ง ซึ่งทั้งนี้ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่อาหารประเภทนี้อาจเป็นปัจจัยที่หนึ่งกระตุ้นให้เกิดสิวได้ เนื่องจากมีส่วนในการทำให้ผิวหนังผลิตไขมันออกมาได้มากขึ้น ซึ่งไขมันดังกล่าวก็อาจสะสม อุดตันอยู่ภายในรูขุมขนจนรูขุมขนอักเสบและเกิดเป็นสิวได้ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคนเป็นหลัก เพราะก็มีคนที่สามารถทานอาหารเสี่ยงเกิดสิวต่างๆ ได้อย่างไม่ต้องกังวลว่าจะมีอาการสิวเห่อตามมาเช่นกัน

แต่อย่างไรก็ตามแม้อาหารที่เรารับประทานไม่ได้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดสิว แต่การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและควบคุมปริมาณการบริโภคของหวาน ของทอด ของมันให้อยู่ในระดับพอดีก็สามารถช่วยเสริมสร้างสุขภาพผิวที่ดีและเป็นส่วนช่วยลดโอกาสการเกิดสิวได้เช่นกันนะคะ


(Promotion banner)

ปัญหาสิวเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจและต้องรีบรักษาสิวก่อนจะสายเกินไป และการรักษาสิวที่ถูกวิธีควรดูแลโดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาผิวที่ใหญ่กว่าเดิมตามมา ที่ THE KLINIQUE ยินดีให้การดูแลทุกปัญหาผิวของคุณ ช่วยวิเคราะห์สภาพปัญหาผิว และให้คำแนะนำการรักษาอย่างตรงไปตรงมาเพื่อผลลัพธ์การรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด



สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

Call : 080-0009800 , 088-8878900

Facebook : https://www.facebook.com/TheKliniqueMedicalClinic

WebSIte : www.theklinique.com

instagram : @theklinique

Line : @theklinique

  • New Coolsculpting