Botox (โบท็อกซ์) ทางลัดความสวยสารพัดประโยชน์ Best Botox Benefits No.1

 

Botox (โบท็อกซ์) ทางลัดความสวยสารพัดประโยชน์

เคล็ดลับฉีด Botox (โบท็อกซ์) ยังไงให้สวย

 

Botox (โบท็อกซ์) โปรแกรมเสริมความงามที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เรามักจะคุ้นเคยกับการฉีดโบท็อกซ์หน้าเรียว ฉีดโบท็อกซ์ลดริ้วรอย แต่ทุกคนทราบหรือไม่ว่า Botox (โบท็อกซ์) สามารถทำให้คุณสวยขึ้นได้มากกว่านั้น อีกทั้งยังสามารถช่วยเรื่องสุขภาพได้อีกด้วย แต่ Botox (โบท็อกซ์) จะทำอะไรได้อีกบ้าง, เคล็ดลับการเลือกฉีดโบท็อกซ์ให้คุ้มค่าคืออะไร, ทำไมฉีดโบท็อกซ์แล้วหน้าแข็งโป๊ก หรือเลือกฉีดโบท็อกซ์อย่างไรให้ปลอดภัย อยากรู้ต้องตามไปอ่านเลยค่ะ

Botox (โบท็อกซ์) คืออะไร

จริงๆ แล้วชื่อ Botox (โบท็อกซ์) ไม่ใช่ชื่อตัวยา หรือชื่อทางเคมีใดๆ แต่เป็นชื่อทางการค้าของสาร Botulinum toxin A ต่างหาก ซึ่ง Botulinum toxin A คือสารสกัดจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า คลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium Botulinum) ที่สามารถที่ก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ คลื่นไส้ อาเจียน หายใจติดขัด และหากได้รับในปริมาณมากก็อาจเป็นอันตรายจนถึงขั้นหยุดหายใจได้ เนื่องจากมีผลให้กล้ามเนื้อกระบังลมไม่ทำงาน

แต่คุณสมบัติในการออกฤทธิ์ให้กล้ามเนื้อไม่ทำงานนั้นกลายเป็นข้อดีในการนำมาใช้ทางการแพทย์ จึงมีการสกัดสาร Botulinum toxin A จากสารธรรมชาติที่เป็นโปรตีนบริสุทธิ์มาใช้เพื่อการรักษาอย่างแพร่หลายและยาวนาน ซึ่งนิยมใช้ในการรักษาคนไข้ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ เช่น กล้ามเนื้อเกร็งผิดปกติ กล้ามเนื้อกระตุก  กล้ามเนื้อคอเกร็งบิด กล้ามเนื้อตากระตุก โรคพาร์กินสัน เป็นต้น

ถูกใช้เพื่อการรักษาอยู่ดีๆ Botox (โบท็อกซ์) พัฒนาสู่วงการความงามได้อย่างไร?

การเริ่มนำโบท็อกซ์มาใช้เพื่อเสริมความงามถือเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ในวงการความงาม ที่สาวๆ ต้องจดจำเลยล่ะค่ะ เพราะถ้าไม่มีเหตุการณ์นี้คุณอาจไม่ได้สัมผัสกับใบหน้าที่ดูดีขึ้นจากการฉีดโบท็อกซ์เลยก็เป็นได้

ในอดีตโบท็อกซ์ถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์จนเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง รวมถึงสามารถช่วยในการรักษาอาการตาเหล่ ตาเข ได้เป็นอย่างดี และด้วยเหตุผลนี้เองจึงเริ่มมีข้อสังเกตุว่าเมื่อฉีดโบท็อกซ์บริเวณรอบดวงตา เพื่อรักษาอาการตาเหล่ ตาเข ทำให้ริ้วรอยบริเวณรอบๆ ดวงตาลดเลือนลงไปด้วย และในปี 2002 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำโบท็อกซ์มาใช้เพื่อความงาม จากการที่ US FDA หรืองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกามีการรับรองการใช้โบท็อกซ์เพื่อลดริ้วรอบตีนกาและริ้วรอยหน้าผาก

ต่อมาจึงเริ่มมีการพัฒนาการใช้โบท็อกซ์มาใช้เพื่อลดขนาดกล้ามเนื้อส่งผลให้ใบหน้าเรียวเล็กลง และการนำมาใช้เพื่อผลลัพธ์ทางผิวพรรณและความงามอื่นๆ จนถึงปัจจุบันนั่นเองล่ะค่ะ

ทำไม? Botox (โบท็อกซ์) จึงช่วยลดริ้วรอยและช่วยให้หน้าเรียวได้

เนื่องจากการสารคลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium Botulinum) ซึ่งเป็นจึดกำเนิดของโบท็อกซ์ มีพิษต่อร่างกาย ทำให้ทำให้กล้ามเนื้อหยุดทำงาน นำมาสู่การสกัดเป็นสาร Botulinum toxin A ที่มีออกฤทธิ์จับกับส่วนปลายเซลล์ประสาท ทำให้เซลล์ประสาท ไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาทส่งผลให้กล้ามเนื้อคลายตัว ลดการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็กบริเวณใบหน้า จึงสามารถช่วยลดริ้วรอยหน้าผาก รอยย่นระหว่างคิ้ว รอยตีนกา ช่วยให้ผิวเรียบตึง ไร้ริ้วรอย ให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้นได้

นอกจากนั้นโบท็อกซ์ยังนิยมใช้เพื่อการฉีดหน้าเรียว ลดการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณกราม ช่วยให้ใบหน้าเรียวเล็กลงได้ อีกทั้งในปัจจุบันยังมีการพัฒนาเทคนิคการฉีดโบท็อกซ์และตัวยาให้มีผลในการยกกระชับผิว เพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยให้หน้าเรียวได้อีกด้วย

นอกจากลดริ้วรอยและปรับหน้าเรียว Botox (โบท็อกซ์) ช่วยอะไรได้อีกบ้าง

อย่างที่ทราบกันดีว่าผลลัพธ์ที่ทำให้การฉีดโบท็อกซ์กลายเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่องมาเกือบจะ 20 ปีแล้ว ก็คือการลดริ้วรอยและช่วยปรับรูปหน้าให้เรียวเล็กลง แต่นอกจากนั้นแล้วโบท็อกซ็ยังสามารถทำได้อีกหลายอย่าง เช่น

  • ฉีด Botox ยกกระชับผิว ด้วยการพัฒนาตัวยาและเทคนิคการฉีดเพื่อ Lifting  โดยจะเป็นการฉีดโบท็อกซ์ลงไปที่บริเวณระหว่างชั้นผิวหนังและกล้ามเนื้อ ตามแนวกรอบหน้าและลำคอ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ผิวยกกระชับ เต่งตึง
  • ฉีด Botox ผิวใส หรือที่หลายคนคุ้นเคยกับชื่อ “Meso Botox” อีกหนึ่งเทคนิคในการฉีดโบท็อกซ์ลงที่ผิวชั้นตื้นๆ เพื่อหวังผลลัพธ์ในการช่วยประบผิวให้กระจ่างใส ลดความมันบนใบหน้า กระชับรูขุมขน ผิวเนียนละเอียดและสามารถช่วยลดสิวได้อีกด้วย
  • ฉีด Botox ขาเรียว ใช้หลักการเดียวกับการฉีดโบท็อกซ์ปกติ แต่เป็นการมุ่งเน้นให้ลดกล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างกล้ามเนื้อน่อง ช่วยให้ขาเรียวเล็กลง ลดขนาดกล้ามเนื้อน่องที่ปูดเป็นลูกดูไม่สวย
  • ฉีด Botox หัวไหล่เล็ก เช่นเดียวกับการฉีดโบท็อกซ์ขาเรียว เมื่อฉีดโบท็อกซ์บริเวณกล้ามเนื้อหัวไหล่ ก็สามารถช่วยให้ไหล่ที่ดูกว้าง ต้นแขนที่ดูใหญ่ลดขนาดลงได้
  • ฉีด Botox ลดเหงื่อ จุดประสงค์คือลดกลิ่นตัวและลดเหงื่อบริเวณใต้วงแขน ใช้เทคนิคการฉีดตื้นๆ คล้ายกับการฉีดโบท็อกซ์ลดหน้ามัน ช่วยยับยั้งการทำงานของต่อมเหงื่อ สามารถลดเหงื่อออกบริเวณใต้วงแขน ลดความอับชื้นและลดกลิ่นตัวได้
  • ฉีด Botox แก้ปวดไมเกรน อีกหนึ่งทางเลือกในการลดอาการปวดไมเกรนด้วยการฉีดโบท็อกซ์ ซึ่งจะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว ยับยั้งการส่งสัญญาณความเจ็บปวดระหว่างปลายประสาทไปยังสมอง จึงทำให้การปวดศีรษะอย่างรุนแรงของอาการไมเกรนลดลงได้

 

เคล็ด(ไม่)ลับ เลือกฉีด Botox (โบท็อกซ์) อย่างไรให้คุ้มค่า

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่าการฉีดโบท็อกซ์ให้คุ้มค่า ไม่ใช่การฉีดโบท็อกซ์ราคาถูก แต่เป็นการฉีดโบท็อกซ์ที่เห็นผลลัพธ์ชัดเจน ระยะเวลาการคงผลลัพธ์เป็นไปตามมาตรฐานของโบท็อกซ์แต่ละยี่ห้อ ปลอดภัยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวหนังและกล้ามเนื้อ รวมไปถึงไม่ก่อให้เกิดปัญหาอย่างการดื้อโบท็อกซ์ตามมา ซึ่งในปัจจุบันหลายสถานเสริมความงามเลือกที่จะแข่งขันกันด้วยการฉีดโบท็อกซ์ราคาถูก โดยผู้บริโภคไม่สามารถทราบได้เลยว่าการฉีดโบท็อกซ์ราคาถูก บางครั้งอาจนำมาซึ่งปัญหาที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย

  1. เลือกยี่ห้อ Botox (โบท็อกซ์) เนื่องจากโบท็อกซ์มีหลายยี่ห้อ และคุณสมบัติของโบท็อกซ์แต่ละยี่ห้อก็มีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับราคาและการใช้งานว่าเราจะใช้สำหรับลดริ้วรอยเล็กๆ บนใบหน้าก็แตกต่างกับใช้สำหรับมัดกล้ามเนื้อขนาดใหญ่อย่างแขนและน่อง หรือการใช้เพื่อยกกระชับผิวให้ใบหน้าดูมีความเป็นธรรมชาติไม่แข็งตึง ก็จำเป็นต้องเลือกยี่ห้อโบท็อกซ์ที่เหมาะสม
  2. ปริมาณการฉีด Botox (โบท็อกซ์) ในแต่ละจุดที่ฉีดโบท็อกซ์เพื่อแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน ย่อมต้องใช้ปริมาณตัวยาที่มากหรือน้อยแตกต่างกันตามไปด้วย หากใช้น้อยเกินไปก็อาจทำให้ไม่เห็นผลลัพธ์ชัดเจน หรือถ้าใช้มากเกินไปก็อาจทำให้เกิดอาการหน้าแข็งตึงแสดงอารมณ์ไม่ได้ และอาจทำให้เกิดอาการดื้อโบท็อกซ์ได้ในอนาคต
  3. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่ใช่ Botox (โบท็อกซ์) ปลอม ข่าวการตรวจสอบพบการใช้โบท็อกซ์ปลอมมีให้เห็นกันบ่อยๆ เนื่องจากมีราคาถูกทำให้สามารถประหยัดต้นทุนลงไปได้เยอะ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคด้วยเช่นกัน ซึ่งทุกวันนี้โบท็อกซ์ปลอมสามารถทำเลียนแบบได้อย่างแนบเนียนทั้งบรรจุภัณฑ์และสติ๊กเกอร์ต่างๆ ที่ผู้บริโภคอย่างเราไม่สามารถทราบได้เลย ดังนั้นการเลือกคลินิกที่น่าเชื่อถือจึงสามารถช่วยการันตีได้ในระดับหนึ่งว่าเราจะได้รับบริการฉีดโบท็อกซ์แท้อย่างปลอดภัย โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  4. Botox (โบท็อกซ์) ต้องฉีดโดยแพทย์เท่านั้น ด้วยความที่โบท็อกซ์คือตัวยาชนิดหนึ่ง ซึ่งก็แน่นอนอยู่แล้วว่าเพื่อความปลอดภัย ไม่ว่าอย่างไรก็ตามควรฉีดโดยแพทย์เท่านั้น นอกจากนั้นการที่โบท็อกซ์จะไปช่วยลดริ้วรอยทำให้หน้าเรียว ลดน่อง หรือเพื่อให้ไหล่เล็กลง จำเป็นที่จะต้องฉีดตัวยาลงที่ให้ผิวหนังกล้ามเนื้อเพื่อให้ออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ ในขณะเดียวกันหากต้องการให้เห็นผลลัพธ์ด้านการยกกระชับจำเป็นที่จะต้องฉีดลงที่ชั้นผิวหนัง แต่การฉีดเพื่อลดเหงื่อลดหน้ามันการฉีดตื้นๆ ที่ชั้นผิวหนังก็เพียงพอแล้ว เพราะฉะนั้นการฉีดโบท็อกซ์จึงจำเป็นต้องใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด

 

เลือกฉีด Botox (โบท็อกซ์) อย่างคุ้มค่าที่ THE KLINIQUE

โปรแกรม DermoLift ที่ THE KLINIQUE ซึ่งใช้ตัวยาโบท็อกซ์คุณภาพสูงที่ได้รับการรับรองจาก US FDA ผ่านการทดสอบและมีงานวิจัยมากมายในการรองรับถึงประสิทธิภาพในการทำงาน

โดดเด่นด้วยเทคนิคเฉพาะอย่าง “DermoLift” ซึ่งช่วยเสริมให้ตัวยาที่มีคุณภาพสูงอยู่แล้วทำงานได้ดียิ่งขึ้นไปอีก ช่วยให้การฉีดโบท็อกซ์ด้วยโปรแกรม “DermoLift” เกิดแรงยกของผิวในทิศทางยกขึ้นด้านบนและไปด้านหลัง(upward & backward) ซึ่งเป็นแนวการยกของผิวเช่นเดียวกับการทำศัลยกรรมดึงหน้า

เทคนิค DermoLift นี้คิดค้นและพัฒนาโดย นพ. ยัง ซุบ ลี (Dr. Young Seob Lee) ศัลยแพทย์ตกแต่งผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม จากประเทศเกาหลี ช่วยให้ผิวยกกระชับและเรียบตึงขึ้น โดยขั้นตอนในการรักษานั้นแพทย์จะประเมินความหย่อนคล้อยของผิว รูปแบบหน้าของคนไข้ที่จะแก้ไข และกำหนดทิศทางของแนวยกบนใบหน้าตามลักษณะเฉพาะในแต่ละคน โดยตำแหน่งในการฉีดยานั้นจะมีความแตกต่างกันไปตามบริเวณที่ทำการรักษาและจุดประสงค์ในการรักษา ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างเทคนิค Intradermal injection คือการฉีดตัวยาเข้าสู่ชั้นผิวหนัง และ Intramuscular injection ที่จะฉีดตัวยาเข้าชั้นกล้ามเนื้อ ทำให้ได้ผิวที่แลดูอ่อนเยาว์ ไร้ริ้วรอยและได้รูปหน้าเรียวสวยอย่างเป็นธรรมชาติ

Q: ทำไมฉีด Botox (โบท็อกซ์) แล้วหน้าแข็งโป๊กจนโดนแซว

A: อาการที่ใบหน้าแสดงความรู้สึกไม่ค่อยได้จนมักจะถูกแซวกับบ่อยๆ ว่าหน้าตึงโบ หากเป็นความรู้สึกว่าใบหน้าตึงเล็กน้อย แต่ยังพอขยับได้ตามปกติอยู่ ถือว่าผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการฉีดโบท็อกซ์ แต่หากใบหน้าแข็งโป๊กจนเหมือนถูกบล็อค ไม่สามารถแสดงความรู้สึกได้เลยจนดูไม่เป็นธรรมชาติ แทนที่จะสวยขึ้นกลับต้องมาเครียดแทนเสียอย่างนั้น

อาจเกิดจากข้อผิดพลาดในการฉีดโบท็อกซ์ เช่น การใช้ปริมาณยามากเกินไป หรือการฉีดโบท็อกซ์ทั่วทุกจุดของใบหน้าพร้อมๆ กัน จนกล้ามเนื้อถูกบล็อคไปเสียทุกส่วน หรืออาจรวมไปถึงความเชี่ยวชาญของแพทย์และคุณสมบัติของโบท็อกซ์แต่ละประเภทด้วยเช่นกัน ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีแก้ไขที่ถูกต้องและปลอดภัย

“Botox Tips”

จะทำอย่างไรเมื่อฉีด Botox (โบท็อกซ์) แล้วเกิดอาการ “ดื้อโบ”

 

อาการดื้อ Botox (โบท็อกซ์) คืออะไร?

เรามักจะได้ยินคนพูดกันบ่อยๆ หลังจากฉีดโบท็อกซ์แล้วไม่เห็นผลว่า “ดื้อโบ” จริงๆ แล้วอาการดื้อโบท็อกซ์มาจากอะไรกันแน่ และสายฉีดอย่างเราจะมีวิธีการป้องกันอย่างไรไม่ให้การดื้อโบท็อกซ์เกิดขึ้นกับเราในอนาคต

อาการดื้อโบ หรือดื้อ Botox คล้ายกับการดื้อยา คือร่างกายหรือเชื้อไม่ตอบสนองต่อตัวยาชนิดเดิมที่เคยรักษาโรคได้ผล ทำให้เมื่อรับตัวยาเข้าไปในร่างกายแล้วไม่ออกฤทธิ์หรือไม่เห็นผลอีก

ซึ่งอาการดื้อยาที่เกิดจากการใช้ยาเพื่อรักษาโรคมาเป็นเวลานาน หรือมากเกินความจำเป็นจนทำให้เชื้อโรคสามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาต่อต้านเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียได้ โดยมักจะเกิดขึ้นจากพฤติกรรมการรักษาและการรับประทานยานอกเหนือจากความดูแลของแพทย์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ต้องรับยาประเภทเดียวกันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน

เช่นเดียวกันกับอาการดื้อ Botox ที่เมื่อฉีดบ่อย ฉีดถี่ ฉีดมากเกินความจะเป็น ทำให้ร่างกายเรียนรู้และสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านการออกฤทธิ์ของโบท็อกซ์ โดยส่วนใหญ่การดื้อ Botox มักเกิดจากการใช้โบท็อกซ์ในการรักษาโรค อย่างโรคชักกระตุก หรือกล้ามเนื้อหดเกร็ง ที่ต้องใช้ปริมาณ Botox ในการรักษาค่อนข้างมาก แต่การใช้ Botox ในด้านความงามเป็นการใช้ตัวยาในปริมาณน้อย หากฉีดอย่างเหมาะสมและเว้นระยะห่างในการฉีด Botox แต่ละครั้งให้มีความพอเหมาะพอดีย่อมไม่ทำให้เกิดอาการดื้อ Botox อย่างแน่นอน

สาเหตุการดื้อ Botox

  1. การใช้ปริมาณโบท็อกซ์มากเกินไปหรือฉีด Botox ถี่เกินไป

เนื่องจากร่างกายของเราฉลาดที่จะเรียนรู้เสมอ การที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย ดังนั้นการที่ฉีด Botox ในปริมาณมากหรือถี่เกินไปจึงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายเรียนรู้ที่จะต่อต้านและขับออกจากร่างกายอย่างรวดเร็วประหนึ่งว่า Botox เพื่อความงามของเรานั้นเป็นเชื้อโรค

  1. การใช้ Botox ไม่ได้คุณภาพ หรือ Botox ปลอม การใช้ Botox ที่ไม่บริสุทธิ์

คลินิกเสริมความงามมักออกโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้า ทั้งลดราคาจนถูกแสนถูก ซึ่งอาจต้องแลกมาด้วย Botox ที่ไม่ได้คุณภาพ Botox ปลอม หรือ Botox ที่ไม่บริสุทธิ์ ส่งผลให้ร่างกายจับว่า Botoxที่ฉีดเข้า เป็นสิ่งแปลกปลอมที่ต้องเร่งกำจัดออกจากร่างกาย และนอกจากทำให้การฉีด Botox ครั้งนั้นไม่ได้ผลแล้ว ร่างกายยังจับได้ว่าสารประเภทนี้เป็นสิ่งที่ต้องกำจัดออกจากร่างกายและทำให้เกิดอาการดื้อ Botox ได้

หากเกิดอาการดื้อ Botox ขึ้นมาแล้ว ต้องแก้ไขอย่างไรดี?

การแก้ไขอาการดื้อ Botox เป็นเรื่องใหญ่ เพราะการดื้อ Botox เท่ากับว่า เป็นการดื้อ Botulinum Toxin Type A การฉีด Botulinum Toxin Type A ซ้ำเข้าไป แม้จะมีประสิทธิภาพมากกว่า เป็นยี่ห้อที่ดีกว่า หรือแม้แต่รักษาโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง ก็อาจไม่ช่วยให้ดีขึ้นได้ 100% ในบางรายอาจต้องเพิ่มปริมาณยาให้มากกว่าเดิมจาก 100 ยูนิต เป็น 200 ยูนิต ซึ่งสิ้นเปลืองมากกว่าและอาจก่อให้เกิดอาการดื้อที่มากขึ้นอีกในอนาคต

อาการดื้อ Botox อาจสามารถหายได้เองเมื่อระยะเวลาผ่านไปนาน 1-2 ปี เมื่อร่างกายขจัดสาร Botulinum Toxin ออกไปจากร่างกายจนหมด เรียกได้ว่าเป็นการรีเซ็ตร่างกายให้พร้อมรับ Botox อีกครั้ง

หรือในบางรายสาร Botox ประเภท Botulinum Toxin A อาจไม่ได้ผลอีกแล้ว และหากมีความจำเป็นที่จะต้องฉีด Botox จริงๆ อาจต้องมีการเปลี่ยนตัวยาเป็น Botulinum Toxin Type B หรือ Type อื่นๆ มาทดแทน ซึ่งอาจกลายเป็นเรื่องยุ่งยากกว่าเดิม เพราะตัวยาประเภทนี้ไม่ได้นำเข้ามาในประเทศไทย ทำให้คุณอาจต้องเดินทางไปฉีด Botox ถึงต่างประเทศที่มีการนำเข้าตัวยา

 

“ในฐานะที่ THE KLINIQUE เป็นผู้นำด้านความงาม และเชี่ยวชาญด้านการลดริ้วรอย ยกกระชับ ปรับรูปหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วย Botox ที่ดีที่สุดและปลอดภัยมากที่สุด THE KLINIQUE ยินดีให้การดูแล วิเคราะห์สภาพปัญหาผิว และให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมาเพื่อผลลัพธ์การรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด”

 


**ลงทะเบียนรับส่วนลดและรับคำปรึกษาฟรี

 

 

 


 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

Call : 080-0009800 , 088-8878900

Facebook : https://www.facebook.com/TheKliniqueMedicalClinic

WebSIte : www.theklinique.com

instagram : @theklinique

Line : @theklinique